แด่…เยาวชนที่น่าสงสารที่สุดในประเทศนี้?

แด่…เยาวชนที่น่าสงสารที่สุดในประเทศนี้? : รองศาสตราจารย์เวทย์ บรรณกรกุล อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยรายงาน

                สืบเนื่องจากคำพูดที่ปรากฏตามสื่อทีวี สิ่งพิมพ์ หรือแม้กระทั่งสื่อออนไลน์ “…อยู่ฟรี กินฟรีทุกอย่าง … เอาเปรียบเยาวชน…” ยังมีคำพูดในประเด็นที่เกี่ยวข้องกันนี้ เช่น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดการเรียนการสอนทางโลกมากเกินไป หรือเป็นคำพูดอื่น ๆ ที่สื่อความหมายให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านเข้าใจว่า มหาจุฬาฯ จัดการเรียนการสอนนอกพระธรรมวินัย เป็นต้น วิชาทางโลกในความหมายตามพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่ทรงระบุไว้ว่า “วิชาชั้นสูง” มีความหมายกว้างแคบแค่ไหนเพียงไร หรือคำว่า วิชาทางโลกในความหมายของผู้พูด คือ วิชาว่าด้วยอะไร เหล่านี้เป็นข้อเท็จจริง ที่ควรนำมาชี้แจงต่อสาธารณชนให้รับรู้รับทราบ

ผมยังไม่แสดงความคิดเห็นตามสติปัญญาที่เรียนแบบวัดๆ ยังไม่ขอเขียนถึงประเด็นเหล่านี้ เพราะยังรู้สึกติดใจกับคำพูดว่า “…อยู่ฟรี กินฟรีทุกอย่าง เอาเปรียบเยาวชน…” คำพูดโดยละเอียด ผู้เขียนไม่ได้ตามเข้าดูใน youtube เห็นเฉพาะข้อความตัดต่อที่ลูกศิษย์โพสมาให้อ่านเท่านั้น ได้เขียนความคิดเห็นแสดงหลักการปฏิบัติขั้นพื้นฐานของพุทธบริษัทจะพึงปฏิบัติต่อกันขั้นต้นไปแล้วในข้อความ facebook ส่วนตัว ยังมีคำต่อท้าย “…… เอาเปรียบเยาวชน” เป็นคำที่ผมรู้สึกเศร้าสลดหดหู่ เป็นถ้อยคำที่ผมรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาวาสนาของตนเองที่สร้างกุศลกรรมมาน้อยในชาติก่อน ๆ จึงเกิดเป็นลูกคนจน เป็นถ้อยคำที่ผมมองดูภาพพระเณรเรียนหนังสือในโรงเรียนวัดเรียนพระปริยัติธรรมแผนกนักธรรมบาลี หรือแม้กระทั่งในมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ผมสอนอยู่ ด้วยความเวทนาและสงสารท่านเหล่านี้ที่สุด

                ผมเห็นภาพพระเณรเรียนหนังสือเหล่านี้ น้ำตาผมไหล… ไม่ได้ร้องไห้ครับ แต่เป็นน้ำตาปลื้มปีติที่ยังมีผู้ให้โอกาสท่านเหล่านี้ มีโอกาสเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิต เป็นน้ำตาที่ไหลออกมาโดยได้มองพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

องค์พระปิยมหาราช ผู้ทรงสถาปนามหาวิทยาลัยสงฆ์ เป็นน้ำตาที่ปลื้มปีติในพระมหากรุณาธิคุณที่องค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช ที่ทรงเห็นความทุกข์ยากพสกนิกรของพระองค์กลุ่มหนึ่ง พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ขึ้นเนื่องในวโรกาสมหามงคลสมัยที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๗๖ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๔๖ โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน ๑๓ ล้านบาท เป็นทุนปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๗ เพื่อสนับสนุนพระภิกษุและสามเณรให้มีโอกาสศึกษาพุทธศาสนาขั้นสูงจากสถาบันพุทธศาสนาในประเทศ อันได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และกองบาลีสนามหลวง เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๔๗ เป็นต้นมา ทั้ง ๒ พระองค์ และบุรพมหากษัตริย์พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษาแบบพระสงฆ์ แบบมหาวิทยาลัยสงฆ์ ซึ่งเป็นสถาบันที่ให้โอกาสทางการศึกษาสำหรับคนชนบทห่างไกล

พระเณรบวชเรียนเอาเปรียบเยาวชน?

คำพูดที่ผมคิดว่า ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกแล้วในประเทศนี้ หลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงเลิกทาสและไพร่นับแต่ พ.ศ. ๒๔๑๗ การพูดดูหมิ่นเหยียดหยามลูกทาสไพร่ทั้งหลาย เช่น “เลี้ยงไปก็เปลืองข้าวสุก” เป็นคำพูดสำหรับเรียกลูกทาสในเรือนเบี้ย ก็เป็นอันเข้าใจว่า “ต้องถูกยกเลิกไปด้วยเช่นเดียวกัน” ไม่น่าเชื่อว่าความคิดเห็นเช่นนี้เป็นความคิดเห็นที่แสดงออกด้วยคำพูดของคนระดับปัญญาชนที่มีการศึกษาสูง จบการศึกษาในสถาบันอันสูงส่งหลายสถาบัน และเปล่งเป็นคำพูดออกมาในลักษณะให้คนเห็นด้วยคล้อยตามตนว่า “….คนบวชเรียนเขียนอ่าน….. เอาเปรียบเยาวชน” คำพูดที่แสดงถึงการเอารัดเอาเปรียบกันเป็นคำพูดแบ่งชนชั้นวรรณะ คำถามเกิดขึ้นในใจ คนบวชเรียนเหล่านี้ ท่านจะเอาเปรียบเยาวชนได้อย่างไร? ผมอยากจะแสดงความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ใช่ความคิดเห็นที่ต้องเขียนโดยอาศัยหลักการ ไม่ต้องอ้างอิงหลักตรรกะเชิงวิชาการใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นข้อคิดความเห็นอาศัยความรู้สึกส่วนตัวล้วน ๆ ที่อยากจะแสดงออกต่อสาธารณชน ความรู้สึกนี้ถูกหรือผิดผมไม่ทราบ ผมอยากแสดงความรู้สึกส่วนตัวของผมอย่างนี้

เยาวชนที่บวชเรียนไม่ใช่คนไทยหรือ?

ผู้ที่บวชเรียนในองค์กรจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ทั้งหมด รวมทั้งพระเณรนิสิตในมหาวิทยาลัยสงฆ์เหล่านี้ คือลูกตาสี ยายสา ลุงมีป้ามา นามสกุล แบบบ้านนอก ๆ เยาวชนเหล่านี้ มีพ่อแม่เป็นคนไทย เชื้อสายไทย บรรพบุรุษของพระเณรเหล่านี้ ร่วมกันสู้รบกู้ชาติบ้านเมืองเหมือน ๆ กับพ่อแม่คนที่ออกมาพูด พระเณรเหล่านี้เป็นใคร มาจากไหน? ผมมองเห็นท่านเหล่านี้ คือ เยาวชนของชาติไทยทั้งนั้น ท่านเหล่านี้ โดนสังคมเอารัดเอาเปรียบมาตั้งแต่เกิด บางรูปเกิดด้วยรูปแบบบ้านนอกหมอตำแย เติบโตมาด้วยข้าวที่แม่เคี้ยวให้แหลกละเอียดแล้วก็คายออกใส่ใบตองย่างไฟสำหรับเลี้ยงลูกน้อยกิน ไม่ต้องไปพูดถึงสิทธิการรักษาพยาบาลใด ๆ ที่จะพึงได้รับสำหรับเด็กชนบทห่างไกล ยามเจ็บป่วยพ่อแม่ก็พาไปหาหลวงตา กินน้ำต้มรากไม้หลวงตา เติบโตในวัยเข้าเรียนชั้นประถม ก็เข้าเรียนแบบทั้งโรงเรียนมีแค่ครูใหญ่กับภารโรง มีหลวงตาแก่ ๆ รูปหนึ่งเป็นผู้เริ่มตั้งโรงเรียนแล้วสอนด้วยตัวเอง ไม่มีหรอกครับชุดนักเรียนสวย ๆ งาม ๆ ไม่มีหรอกครับสำหรับรองเท้าหนังสวย ๆ ไม่มีหรอกครับรถคันงามที่คุณพ่อคุณแม่ขับไปส่งโรงเรียน โรงเรียนบ้านนอกชนบทมีสภาพอย่างไร เมื่อ ๒๐ – ๓๐ ปีก่อน คนที่ออกมาพูดไม่รู้หรอกครับมีสภาพการเรียนการสอนอย่างไร เมื่อจบประถมหก มีคติเป็น ๒ อย่าง คือ ทำไร่ไถนาตามแบบบรรพบุรุษกับไปบวชเรียนอยู่กับหลวงตา ผมเกิดความรู้สึกสลดหดหู่กับคำพูดว่า “คนบวชเรียน เอาเปรียบเยาวชน” เพราะเป็นถ้อยคำดูถูกดูแคลนคนยากจน ดูถูกตาสี ตาสา ลุงมีป้ามาบ้านนอก ในสมองคนที่พูดเช่นนี้ มองตาสี ตาสา ลุงมีป้ามาเป็นคนชาติไหนกัน ท่านจึงมองผู้บวชเรียนเหล่านี้ไม่ใช่คนไทย ไม่ใช่เยาวชนไทยเลยหรือครับ คนที่บวชเรียนในสถาบันของสงฆ์ต่างหาก คือ กลุ่มเยาวชนที่น่าสงสารที่สุดในประเทศนี้

ใครเอาเปรียบใคร?

กล่าวเฉพาะนิสิตในมหาวิทยาลัยสงฆ์ หากมีการสำรวจพระเณรทั้งหมด คงเป็นลูกชาวนา ชาวไร่ กลุ่มเกษตรกร ทำกสิกรรม ร้อยละ ๙๐ ท่านเหล่านี้มีสิทธิ์เท่าเทียมที่จะได้รับการศึกษาอย่างดีเหมือนโรงเรียนดัง ๆ ตั้งแต่ชั้นประถม มัธยม แต่รัฐจัดให้ท่านได้ไหม? คนที่จะได้เรียนต่อภาครัฐ ชั้นมัธยม อุดมศึกษา ก็มีแต่ลูกท่านหลานเธอ แล้วคนจนไปไหน คนจน ๆ ก็เข้าวัดไปหาหลวงตาที่คนเมืองมีการศึกษาสูง มองท่านว่า พระหลวงตาบ้านนอกกินฟรีอยู่ฟรีไม่มีประโยชน์อะไรนี่แหละครับ เด็กบ้านนอกเป็นแสนที่ยากจนลูกชาวไร่ ชาวนามาบวชเรียนกับหลวงตาเฝ้าวัด ถ้าไม่มีวัด ไม่มีสถาบันสงฆ์ ไม่มีมหาวิทยาลัยสงฆ์ ประเทศชาติบ้านเมืองเรา คนจะไร้การศึกษากันมากขนาดไหน แล้วจะสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติขนาดไหน ดังนั้น ผมจึงบอกว่า ใครก็ตามที่มีความเห็นว่า “พระเรียนฟรี อยู่ฟรีกินฟรีทุกอย่าง เอาเปรียบเยาวชน” เป็นคำพูดที่ไม่น่าเชื่อว่า จะหลุดออกมาจากปากมนุษย์ได้ คำพูดแบบนี้กำลังแบ่งแยกชนชั้น เพราะท่านไม่เห็นเลยว่า พระเณรเหล่านี้ คือ คนไทย พระเณรเหล่านี้ คือ ลูกหลานท่าน พระเณรเหล่านี้ คือเยาวชนของชาติไทย เหมือน ๆ กับลูกของท่านมิใช่หรือ ไม่แน่เหมือนกันนะครับ ถ้าไม่มีวัด ไม่มีโรงเรียนปริยัติสอนนักธรรม บาลี วิชาสามัญ หรือกระทั่งมหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาจุฬาฯ มหามกุฏฯ ผมอาจจะเป็นขี้ยา เร่ร่อนขายยาบ้าหน้าปากซอยบ้านใครสักคน

ผมไม่อยากพูดเลยว่า พระสงฆ์สามเณรที่บวชเรียนเหล่านี้ต่างหากที่โดนเอารัดเอาเปรียบจากสังคมนี้ หันไปมองสถาบันที่จัดการศึกษาระดับเดียวกันดูครับ ห้องสมุด ห้องแลบ เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมกันเป็นพันล้าน รัฐได้ผลิตประชากรให้มีคุณภาพได้ระดับไหน ผมไม่มีความรู้เรื่องสังคม เรื่องการบริหารจัดการอะไรหรอกครับ ผมเรียนมาแบบวัด ๆ เติบโตในวัด คิดแบบวัด ๆ ผมยังสงสัยอยู่ว่า เหตุใด World Economic Forum (WEF) ได้รายงานขีดความสามารถในการแข่งขันด้านคุณภาพการศึกษา จึงจัดให้ประเทศไทยอยู่ในระดับที่ ๘ ของกลุ่มประเทศอาเซียน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *